โลกปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลแทบทั้งหมด สังคมของเราถูกเชื่อมโยงไว้กับเทคโนโลยีอย่างที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ Cybersecurity หรือ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจยุคสมัยใหม่
Colonial Pipeline บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับระบบท่อขนส่งน้ำมัน สัญชาติอเมริกัน ถูกโจมตีจากแรมซัมแวร์ (Ransomware) จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก การโจมตีครั้งนี้ได้ตอกย้ำถึงความเป็นจริงว่า ไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใด จะเล็กหรือใหญ่ อยู่ในภาคส่วนใดก็ตามที่จะรอดพ้นจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้ การถูกโจมตีด้วยแรมซัมแวร์ที่ Colonial Pipeline ถือเป็นสิ่งเตือนใจให้องค์กรรู้ถึงผลลัพธ์ที่ตามมาจากช่องโหว่ทางไซเบอร์ และการโจมตีครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้การดำเนินงานของหนึ่งในผู้ให้บริการท่อขนส่งน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาหยุดชะงัก แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดพลังงานทั่วโลก
ในบทความนี้ SECAP จะพาทุกคนไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ กลวิธีที่อาชญากรไซเบอร์ใช้ และผลกระทบที่ตามมา รวมถึงบทเรียนสำคัญที่สามารถเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กร พร้อมทั้งแนะนำแนวทางปฏิบัติหากองค์กรของคุณประสบเหตุการณ์คล้ายกันผ่านกรณีศึกษาดังกล่าว
Colonial Pipeline บริษัทท่อส่งน้ำมันยักษ์ใหญ่โดนแฮกเกอร์โจมตี

ต้นเดือนพฤษภาคม : จุดเริ่มต้นของการถูกโจมตี
บริษัท Colonial Pipeline ได้เผชิญกับการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ถูกโจมตีโดยแรนซัมแวร์ที่สำคัญในประวัติศาสตรความปลอดภัยไซเบอร์ ไม่เพียงแต่ขนาดของผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ Timeline เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็สำคัญไม่แพ้กัน การทำความเข้าใจลำดับเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทีมรักษาความปลอดภัยด้านไอที เพื่อให้เข้าใจถึงรูปแบบของการโจมตี และเตรียมพร้อมสำหรับภัยคุกคามในอนาคต
ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม ปี 2564 เมื่อ DarkSide กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่เป็นที่รู้จักกันในเรื่องการใช้แรมซัมแวร์ในการโจมตีและขู่เรียกค่าไถ่จากเหยื่อ ได้แทรกซึมเข้าไปในเครือข่ายของ Colonial Pipeline ทำให้ไฟล์สำคัญและระบบไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อควบคุมการโจมตี Colonial Pipeline จึงปิดการดำเนินงานของระบบทันที
7 พฤษภาคม 2564 : การค้นพบ และการตอบสนองเบื้องต้น
การโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม เมื่อเจ้าหน้าที่ไอทีของ Colonial Pipeline ค้นพบโน้ตข้อความเรียกค่าไถ่จากผู้โจมตี (Ransom Note) โดยมีข้อเรียกร้องให้จ่ายเงินเพื่อแลกกับคีย์ถอดรหัส และมีข้อมูลของบริษัทเกือบ 100 GB เป็นตัวประกันทาง Colonial Pipeline ตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์จึงได้สั่งปิดการดำเนินงานของ Pipeline ทันที ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนี้แม้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการแพร่กระจายของแรมซัมแวร์ แต่กลับส่งผลกระทบทันทีเมื่อการไหลของเชื้อเพลิงประมาณ 100 ล้าน แกลลอนต่อวัน ถูกสั่งหยุดทำงาน
8-9 พฤษภาคม 2564 : ผลกระทบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในวันที่ 8 และ 9 พฤษภาคม การสั่งปิดระบบเริ่มส่งผลกระทบต่อการจ่ายเชื้อเพลิง การจ่ายน้ำมันไม่สามารถนำส่งได้เช่นเดิม ระบบขนส่งน้ำมัน 45% ของที่ใช้งานในฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบการจากหยุดชะงักของระบบ ในเหตุการณ์นี้นำไปสู่การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ผู้คนเกิดความตื่นตระหนกในการซื้อน้ำมัน เริ่มมีการกักตุนน้ำมัน และขายต่อกันในราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์
10 พฤษภาคม 2564 : การจ่ายค่าไถ่ และการตอบสนองของรัฐบาล
บริษัท Colonial Pipeline ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล สุดท้ายบริษัทก็จำต้องจ่ายค่าไถ่จำนวน 75 บิตคอยน์ (ประมาณ 4.4 ล้านดอลลาร์) และเหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นข้อกังวลระดับชาติ ทำให้รัฐบาลได้มีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยการออกประกาศภาวะฉุกเฉินในการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง
12 พฤษภาคม 2564 : เริ่มต้นการฟื้นฟู
ในวันที่ 12 พฤษภาคม Colonial Pipeline ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงหน่วยงาน FBI เพื่อจัดการกับวิกฤตและตรวจสอบการโจมตีครั้งนี้
15 พฤษภาคม 2564 : กลับมาดำเนินการอีกครั้ง
แม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายวันกว่าระบบในการขนส่งน้ำมันจะกลับมาสูภาวะปกติก็ตาม แต่ในที่สุด Colonial Pipeline ได้ประกาศเริ่มดำเนินการเปิดใช้งานระบบท่อบางส่วนอีกครั้ง ในวันที่ 15 พฤษภาคม
ปลายเดือนพฤษภาคม 2564 : ผลลัพธ์ที่ตามมา
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดการกล่าวถึงในวงกว้างในเรื่องของความอ่อนแอของระบบโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ และ บริษัท Colonial Pipeline ต้องเผชิญกับการตรวจสอบแนวทางการปฏิบัติด้านความปลอดภัยไซเบอร์ และการปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัย
3 เทคนิคการโจมตีโดยใช้แรนซัมแวร์ของอาชญากรไซเบอร์
เพื่อช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยด้านไอทีเตรียมพร้อมรับมือและป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ที่คล้ายกัน SECAP จะพามาเจาะลึกถึงเทคนิคการโจมตีแบบแรนซัมแวร์ที่อาชญากรไซเบอร์มักจะเลือกใช้
1.เจาะเข้าระบบยืนยันตัวตนที่อ่อนแอ
ผู้โจมตีเริ่มโจมตีเครือข่ายโดยใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนดิจิทัลของบริษัท โดยการใช้ Phishing หรือ เจาะเข้าบัญชี VPN ที่ไม่มีการรับรองตรวจสอบและยืนยันตัวบุคคล 2 ชั้น หรือ Multi-Factor Authentication (MFA) ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายได้จากระยะไกล หลังจากนั้นผู้โจมตีได้ทำการสำรวจเครือข่าย เพื่อระบุทรัพย์สิน ข้อมูลสำคัญของบริษัท และทำการโจรกรรมหรือทำลาย
(สามารถอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Phishing ได้ที่นี่)
2.เพิ่มสิทธิ์ในการเข้าถึงผู้ดูแลระบบ
เพื่อเจาะเข้าไปยังข้อมูลที่มีมูลค่าสูง และเพื่อที่จะทำให้การใช้แรนซัมแวร์ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้โจมตีจำเป็นต้องหาวิธีเพื่อให้ได้รับสิทธิ์การเข้าถึงผู้ดูแลระบบ โดยใช้ช่องโหว่ภายในเครือข่ายและใช้เทคนิคทิ้งข้อมูล หรืออะไรบางอย่างไว้เพื่อให้ได้รับข้อมูลการเข้าถึงที่สูงกว่าเดิม กลยุทธ์ดังกล่าวสามารถทำให้ผู้โจมตีหลีกเลี่ยงมาตรการรักษาความปลอดภัยได้อย่างแยบยล
3.เข้าไปถึงรหัสข้อมูล
เป็นรูปแบบการโจมตีโดยแรนซัมแวร์ที่พบเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรูปแบบการโจมตีสมัยใหม่ ซึ่งในกรณีของ Colonial Pipeline เองก็โดนการโจมตีรูปแบบนี้เช่นกัน เป็นการโจมตีแบบใช้มัลแวร์โจมตีเข้ารหัสไฟล์และระบบข้อมูลสำคัญ ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ การโจมตีรูปแบบนี้ถึงแม้เหยื่อจะสามารถกู้ข้อมูลจากการสำรองข้อมูลได้ แต่ภัยคุกคามในส่วนการโจรกรรมข้อมูลอ่อนไหวยังคงอยู่ และผู้โจมตีจะกดดันเหยื่อโดยการเพิ่มค่าไถ่ในการตกลงว่าจะไม่เผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้น เหมือนเช่นกรณีของ Colonial Pipeline ที่กลุ่ม DrakSide ได้ขโมยข้อมูลสำคัญเกือบ 100 GB ไป
6 บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ Colonial Pipeline
เพื่อให้ทุกท่านตระหนักรู้ถึงความสำคัญของภัยคุกคามและความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื้อหาถัดไป คือ บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ และสิ่งใดบ้างที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากมัน
📖 บทเรียนที่ 1 : ความจำเป็นของการตรวจสอบระบบความปลอดภัย
จากไทม์ไลน์เหตุการณ์มีการรายงานว่าแฮกเกอร์ได้เริ่มโจมตีในช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 7 พฤษภาคม โดยการเจาะเข้าข้อมูลประมาณ 100 GB และเข้าไปยังเครือข่ายหลังบ้านและออกคำสั่งโจมตีเรียกค่าไถ่ แต่แท้จริงแล้วมีการพบรายงานการละเมิดครั้งแรกที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน มากกว่าก่อนจะเกิดเรื่องราวครั้งนี้ขึ้นเกือบ 1 สัปดาห์
📎 สิ่งที่ต้องทำ : จากเรื่องนี้เราก็เห็นได้ชัดเลยว่า อันที่จริงแล้วรูปแบบการโจมตีของอาชญากรมักมีรูปแบบที่ซ้ำ ๆ กัน โดยเริ่มจากการเข้าถึงระบบและเริ่มทำการลาดตระเวนโดยไม่ใช้เหยื่อรู้ตัว และเริ่มวางรากฐานเพื่อโจมตีในวงกว้าง ซึ่งจากบทเรียนที่ 1 นี้ หากทาง Colonial Pipeline เพิ่มความสำคัญกับการตรวจสอบระบบความปลอดภัยอยู่เสมอ ๆ และตระหนักรู้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มมีสัญญาณผิดปกติเข้ามา พร้อมกับรีบตรวจสอบอาจจะไม่เกิดเรื่องราวที่ส่งผลกระทบรุนแรงเช่นนี้ก็เป็นได้
📖 บทเรียนที่ 2 : Multi-Factor Authentication ควรเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ทุกองค์กรควรมี
ตามคำให้การของประธานและ CEO ของบริษัท Colonial Pipeline ได้ให้การต่อคณะกรรมการวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาว่า ผู้โจมตีได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่าย VPN รุ่นเก่าที่ไม่ได้ให้ใช้งานอยู่แล้ว และการเข้าถึงดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีการยืนยันตัวตนโดยใช้หลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) ซึ่งความสำคัญพื้นฐานของ MFA คือ เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยการเข้าถึงเครือข่ายจากระยะไกล MFA จะช่วยเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยโดยต้องมีปัจจัยการตรวจสอบตั้งแต่สองปัจจัยขึ้นไป ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
📎 สิ่งที่ต้องทำ : ควรมีนโยบายสำหรับการรื้อถอนหรือปิดจุดเชื่อมต่อ ตลอดจนอุปกรณ์และเครือข่ายที่ล้าสมัย เพื่อเป็นการช่วยลดภัยคุกคามขององค์กรและความเสี่ยงที่จะถูกละเมิดข้อมูลตั้งแต่แรก รวมถึง MFA จะต้องได้รับการพิจารณาว่าเป็นความจำเป็นพื้นฐานสำหรับการเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัย ควรมีการใช้ MFA สำหรับจุดเชื่อมต่อระยะไกลทั้งหมดและระบบภายในที่สำคัญเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัย
📖 บทเรียนที่ 3 : การเฝ้าระวังและติดตามการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
เมื่อเข้าไปในเครือข่ายได้ ผู้โจมตีจะใช้วิธีบุกรุกเข้าไปแบบแนวระนาบ เพื่อระบุและเข้าสู่ระบบที่สำคัญ ซึ่งถือเป็นหนึ่งจุดเด่นของการโจมตีทางไซเบอร์
📎 สิ่งที่ต้องทำ : องค์กรต้องใช้เครื่องมือในการตรวจสอบและตรวจจับความผิดปกติทั่วทั้งเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้โจมตีเข้าสู่เครือข่ายได้อย่างอิสระ
📖 บทเรียนที่ 4 : ความสำคัญของแผนรับมือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง
การตัดสินใจของ Colonial Pipeline ในการปิดดำเนินการเพื่อตอบสนองการโจมตีของแรมซัมแวร์โดยทันที ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญในการควบคุมการละเมิด แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบที่ตามมาหลังจากนั้นแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของแผนตอบสนองที่รอบครอบต่อเหตุการณ์เช่นนี้
📎 สิ่งที่ต้องทำ : องค์กรควรมีแผนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ประเภทนี้ที่ครอบคลุม ซึ่งแผนต้องมีการปรับปรุงและซักซ้อมอยู่เป็นประจำ สิ่งสำคัญคือ ควรมีระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับ การตัดสินใจ การสื่อสาร (ทั้งภายในและภายนอก) รวมถึงขั้นตอนในการกลับมาดำเนินการอีกครั้งอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
📖 บทเรียนที่ 5 : อย่าละเลยการสำรองข้อมูลและการกู้คืน
ผลกระทบจากการโจมตีโดยแรนซัมแวร์สามารถบรรเทาลงได้เป็นอย่างมาก หากองค์กรมีการสำรองข้อมูลอยู่เสมอ ซึ่งการสำรองข้อมูลเหล่านั้นจะต้องทันสมัย ปลอดภัยและผ่านการทดสอบแล้ว การสำรองข้อมูลจะทำให้องค์กรสามารถฟื้นฟูการดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
📎 สิ่งที่ต้องทำ : องค์กรต้องสำรองข้อมูลและระบบที่สำคัญอยู่เป็นประจำ และต้องทำให้แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายจากเครือข่ายหลัก
📖 บทเรียนที่ 6 : การฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยสำหรับพนักงานทุกคน
ความซับซ้อนของการโจมตีทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการ Phishing หรือกลยุทธ์การโจมตีรูปแบบ Ransomware หรือรูปแบบอื่น ๆ ก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นพนักงานทุกคนจำเป็นต้องมีความตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามเหล่านี้
📎 สิ่งที่ต้องทำ : องค์กรควรมีการจัดฝึกอบรมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้พนักงานเป็นประจำ สิ่งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการโจมตีทางไซเบอร์ไปได้มาก เพราะพนักงานถือเป็นด่านแรกที่จะรับรู้และสามารถรายงานถึงกิจกรรมที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Colonial Pipeline ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจถึงภาพรวมภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กำลังพัฒนาและความจำเป็นในการใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครอบคลุม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงโดยรวมขององค์กร
และเพื่อเสริมสร้างการป้องกันให้องค์กรและตัวของพนักงานเองจากการโจมตีในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นในหัวข้อถัดไป SECAP ได้นำหลักการสำหรับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของความปลอดภัยทางไซเบอร์ มาให้ทุกท่านได้ลองนำไปปรับใช้กับองค์กรของท่าน
แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
สำหรับแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด หรือ Best Practices ของความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งประกอบไปด้วย ขั้นตอนการสร้างโครงการตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และแนวทางสำหรับการฝึกอบรมพนักงาน
ขั้นตอนในการสร้างและปรับใช้ Security Awareness Program ที่มีประสิทธิผล
🚀 Step 1 : ประเมินระดับความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในปัจจุบัน
เริ่มต้นด้วยการประเมินระดับความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบันภายในองค์กรของคุณ การประเมินนี้อาจรวมถึงการทำแบบสำรวจ แบบทดสอบ หรือการทดสอบฟิชชิ่งจำลอง เพื่อวัดความเข้าใจและการเตรียมพร้อมของพนักงานต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้คุณสามารถระบุส่วนที่ต้องให้ความสนใจมากที่สุดได้
🚀 Step 2 : กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน
ให้กำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนสำหรับเป้าหมายของโปรแกรมความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยขององค์กรคุณ วัตถุประสงค์ในที่นี้เพื่อทำให้มั่นใจว่าพนักงานสามารถระบุและรายงานกิจกรรมที่น่าสงสัย หรือ ทำความเข้าใจโปรโตคอลสำหรับการทำงานระยะไกลที่ปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อการโจมตีแบบฟิชชิ่ง
🚀 Step 3 : พัฒนาหลักสูตรให้ครอบคลุม
สร้างหลักสูตรที่ครอบคลุมหัวข้อความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรของคุณ โดยตัวอย่างหลักสูตร เช่น Phishing Attack การรักษาความปลอดภัยด้วยรหัสผ่าน การสร้างรหัสผ่านที่มีความปลอดภัย การยืนยันตัวจนหลายปัจจัย รวมถึงขั้นตอนในการรายงานเหตุการณ์ด้านความปอลดภัย เป็นต้น
🚀 Step 4 : ปรับแต่งรูปแบบการฝึกอบรมตามบทบาทต่าง ๆ
พนักงานบางคนอาจไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงกับการเข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนในระดับเดียวกัน ดังนั้นเราจึงควรปรับแต่งเนื้อหาการฝึกอบรมให้เกี่ยวข้องกับแผนกและบทบาทต่าง ๆ ภายในองค์กร โดยมุ่งเน้นที่ภัยคุกคามเฉพาะและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละกลุ่ม
🚀 Step 5 : เลือกวิธีการฝึกอบรมที่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการฝึกอบรม และ ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ พร้อมเพิ่มการจดจำควรเลือกรูปแบบการฝึกอบรมโดยใช้วิธีการโต้ตอบและมีส่วนร่วมที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้อาจรวมถึง การทำ Workshop, E-learning, การเล่นเกม หรือ สื่อ Animation เป็นต้น
🚀 Step 6 : เริ่มดำเนินโครงการและติดตามผล
เริ่มโครงการสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์กับทั้งองค์กร และเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนมีส่วนร่วม ให้ลองใช้ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ (LMS) เพื่อติดตามความคืบหน้าและผลลัพธ์ของการฝึกอบรม
แนวทางสำหรับการฝึกอบรมพนักงานในองค์กร
1.อัปเดตเนื้อหาการฝึกอบรมเป็นประจำ
ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเนื้อหาสำหรับการฝึกอบรมของคุณควรจะเป็นการอัปเดตแนวโน้มและภัยคุกคามล่าสุด รวมถึงหมั่นทบทวนและปรับปรุงเอกสารการฝึกอบรมเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นปัจจุบันที่สุด
2.ส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัย
นอกเหนือจากการฝึกอบรมแล้ว ให้องค์กรส่งเสริมวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในทุกด้านของงาน ส่งเสริมให้มีการอภิปรายอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ และให้พนักงานร่วมแบ่งปันข่าวสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางไซเบอร์ล่าสุด พร้อมทั้งยกย่องพนักงานที่มีส่วนสนับสนุนเชิงบวกต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยขององค์กร
3.ใช้การจำลองสถานการณ์จริง
ลองใช้การทดสอบโจมตีแบบฟิชชิ่งกับพนักงานในองค์กร เพื่อให้พนักงานได้ทดลองมีประสบการณ์จริง ๆ ในการระบุและตอบสนองต่อภัยคุกคามซึ่งการจำลองเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดผลประสิทธิภาพของการฝึกอบรม
4.เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ควรเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง องค์กรควรมีแผนการสำหรับอัปเดตการฝึกอบรม การทบทวน และ Session ใหม่ ๆ เป็นประจำ เพื่อสร้างนิสัยให้กับพนักงานเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งได้ติดตามความคืบหน้าและการปรับตัวต่อเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ของพนักงานด้วย
5. สร้างตัวชี้วัดเพื่อประเมินและวัดประสิทธิผล สร้างตัวชี้วัดเพื่อวัดประสิทธิผลของโปรแกรมการฝึกอบรม รวมถึงเก็บ Feedback จากพนักงาน เพื่อระบุประเด็นที่ต้องปรับปรุง ซึ่งสามารถช่วยปรับแต่งเนื้อหาการฝึกอบรม วิธีการ และการส่งมอบให้ตรงกับความต้องการของพนักงานได้ดียิ่งขึ้น
การใช้โปรแกรมการฝึกอบรมการรับรู้ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ การปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ ไม่ว่าองค์กรใดก็สามารถเพิ่มศักยภาพพนักงานของตนด้วยความรู้และทักษะที่จำเป็นในการสร้างภูมิทัศน์ดิจิทัลในองค์กรได้อย่างปลอดภัย
เตรียมพร้อมและรับมือด้วยมาตรการเชิงรุก กุญแจสำคัญในการป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์
โดยสรุปแล้วจากเหตุการณ์ของ Colonial Pipeline แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามาตรการเชิงรับเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปสำหรับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบัน ดังนั้นแล้วองค์กรต่าง ๆ จึงต้องใช้นโยบายเชิงรุก โดยมุ่งเน้นไปยังการป้องกันการละเมิดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงพนักงานทุกคนในองค์กรก็มีบทบาทสำคัญในการรักษามาตรการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ขององค์กร เพราะการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ใช่ความพยายามเพียงครั้งเดียว แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับภัยคุกคามและเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ นอกจากนั้นแล้วการสร้างและปรับใช้ Security Awareness Program ที่มีประสิทธิผลเป็นจุดที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาดของกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในองค์กร หรือแม้แต่การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ หรือ บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ก็มีส่วนช่วยสนับสนุนในการเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กรได้อีกทางเช่นกัน
SECAP เข้าใจถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักรู้ด้านนี้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ด้วยประสบการณ์การดำเนินโครงการการรับรู้ภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้กับองค์กรชั้นนำในประเทศไทยมากกว่า 50 แห่ง และมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่สร้างเนื้อหาที่ทำให้พนักงานทั่วไปสามารถเข้าใจได้โดยง่าย ผ่านการออกแบบที่สวยงาม
เพราะเราเชื่อว่าจะสามารถสร้างโลกดิจิทัลที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับองค์กรของคุณได้ ให้ SECAP เข้าไปช่วยคุณเพิ่มความมั่นใจในการป้องกันองค์กรของคุณจากความเสี่ยงของภัยคุกคามทางไซเบอร์
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเราได้ที่ Facebook Fanpage: SECAP
หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน หรือสนใจใช้บริการของ SECAP โทร 092-252-8632
รับชมบริการของเราได้ที่ secap.co